บทที่ 4 ข้าก็คือเจ้า เจ้าก็คือข้า

เมื่อกลุ่มคนเริ่มจะพุ่งเป้ามาทางเธอ ทำให้เสี่ยวจิ่วไม่มีเวลาจัดการเป้าหมายได้ต่อ เธอเก็บข้าวของอย่างรวดเร็ว พร้อมทั้งหลบกระสุนที่สาดมาทางเธอไปด้วย

“อึก!!!” เสี่ยวจิ่วโดนกระสุนปืนเข้าที่แขนของเธอ แต่ไม่มีเวลาให้ตรวจสอบ เธอต้องหลบหนีออกไปจากที่แห่งนี้เสียก่อน

แต่หากทำภารกิจไม่สำเร็จสิ่งที่รอเธออยู่ที่องค์กรคงมีเพียงความตายเช่นกัน เธอยังไม่อาจจะกลับองค์กรได้ในตอนนี้ ทั้งยังไม่สามารถลงไปเอารถที่จอดไว้ในตึกได้อีกด้วย

เสี่ยวจิ่วใช้ผ้าพันที่แขนเพื่อห้ามเลือดอย่างลวกๆ ก่อนจะหาที่ซ่อนตัวภายในตึก เสียงฝีเท้าของจำนวนคนไม่น้อยกำลังค้นหาตัวเธอ

เธอได้แต่กัดฟันแน่น เพื่อไม่ให้เสียงลมหายใจเล็ดลอดออกไปจนเรียกกลุ่มคนมาทางเธอ

“หึ คิดว่าจะหนีพ้นเหรอ เสี่ยวจิ่ว นักฆ่าหมายเลขเก้า” เสียงทุ้มต่ำดังขึ้นไม่ไกลจากตัวเธอ

เสี่ยวจิ่วขมวดคิ้วเล็กน้อย เธอไม่เข้าใจว่าคนผู้นี้รู้ตัวตนของเธอได้อย่างไร ทั้งยังเรียกชื่อ ตำแหน่งหมายเลขของเธอได้อย่างแม่นยำ

การทำงานในครั้งนี้ มีเพียงคนในองค์กรของเธอเท่านั้นที่รู้เรื่อง หากไม่มีสายข่าวในองค์กรคอยแจ้งเรื่องนี้ไม่มีทางที่จะหลุดออกมาได้อย่างแน่นอน

“ผมเพียงทำตามหน้าที่ คุณคิดจะเอาชีวิตกันเลยเหรอ” ครั้งนี้เสี่ยวจิ่วรู้ได้ทันทีว่าเป็นนายตำรวจหนุ่มคนนั้นอย่างไม่ต้องสงสัย

แต่ว่าทำไม เขาถึงได้หาตัวเธอได้ง่ายแท้ ระหว่างที่เธอคิดจะหาทางหนีออกไปจากตรงนี้ ตำรวจหนุ่มก็เดินมาหยุดที่หน้าตัวเธอแล้ว

เสี่ยวจิ่วหยิบมีดสั้นที่ข้อเท้าของเธอออกมาปาไปทางเขาโดยไม่ต้องหยุดคิด อาวุธลับที่ซุกซ่อนอยู่ในร่างกายของเธอถูกนำออกมาใช้อย่างรวดเร็ว

“ไม่เสียทีที่เป็นถึงนักฆ่าระดับเพชร” ตำรวจหนุ่มดึงมีดสั้นออกจากหัวไหล่ของเขาข้าๆ แล้วถือเล่นไว้ในมืออย่างใจเย็น

 เขายกมือขึ้นห้ามไม่ให้ลูกน้องที่ตามมาด้านหลังเข้ามาใกล้มากเกินไป

“หึ ฉันประมาทเกินไป ลงมือได้เลย” เสี่ยวจิ่วใบหน้าเรียบเฉย เธอไม่สามารถหยิบปืนที่อยู่ในกระเป๋าหลังออกมาใช้ได้ ตอนนี้ได้แต่ยอมรับความตายเท่านั้น

“มันง่ายไป ผมต้องการถามข้อมูลบางอย่างจากคุณ”

“ฉันไม่มีอะไรจะบอก” เสี่ยวจิ่วเสียวสันหลังวูบ เมื่อเสียงในหัวของเธอมันร้องเตือนเรื่องระเบิดเวลา

เธอหันไปมองรอบๆ ตัวอย่างช้าๆ เมื่อเห็นสายตาของคนในองค์กรมองมาที่เธอ จึงได้รู้ว่าเวลาของเธอหมดแล้ว

เธอไม่คิดว่าในกลุ่มของตำรวจตอนนี้ มีคนขององค์กรเธอแฝงตัวเข้ามาด้วย ก่อนหน้านี้แม้จะรู้ตลอด แต่ครั้งนี้เธอไม่ดีรับการยืนยันจากทางองค์กร

“ถอยออกไป” นี่คือสิ่งเดียวที่เธอจะช่วยเขาไม่ให้ตายไปพร้อมเธอ

ในเมื่อองค์กรไม่ให้ทางถอยกับเธอ เธอก็ไม่จำเป็นต้องดึงเป้าหมายให้ตายตามเธอไปด้วย หวังว่าหลังจากที่เธอตายไป ตำรวจหนุ่มคนนี้จะกวาดล้าง องค์กรที่ชั่วร้ายของเธอไปได้ เพื่อให้เพื่อนที่เหลือของเธอได้ไปใช้ชีวิตเช่นคนอื่นเสียที

“คุณว่าอะไรนะ” เขาไม่ได้ยินในสิ่งที่เสี่ยวจิ่วพูด

“หากไม่อยากตาย ถอยออกไปซะ” เธอเอ่ยเสียงลอดไรฟันออกมา

ฝีเท้าที่กำลังจะก้าวเข้ามาชะงักนิ่งอย่างไม่แน่ใจ เขายังกังวลว่าเธออาจจะซุกซ่อนอาวุธลับอะไรไว้อีกจึงได้ยอมถอยห่างจากเธอไปอีกสองสามก้าว

ตูม!!! แรงระเบิดทำให้กลุ่มคนที่ขึ้นมาจับกุมเสี่ยวจิ่วตกใจไม่น้อย ยิ่งเห็นร่างของเธอระเบิดหายไปต่อหน้าต่อตา ก็ตกใจทำสิ่งใดไม่ถูก กว่าจะรู้ตัวเสี่ยวจิ่วก็เหลือเพียงกองเลือดให้เห็นแล้ว

“...” ตำรวจหนุ่มเม้มปากแน่น เขาไม่คิดว่าภายในตัวของเธอจะมีระเบิดเวลาอยู่ด้วย ยิ่งไม่อยากจะเชื่อว่าเธอจะไม่ลากเขาไปตายพร้อมกันอีกด้วย

“อาจิ่ว ตื่นได้แล้ว”

เสี่ยวจิ่วขมวดคิ้วอย่างมึนงง ตอนนี้เธอต้องตายไปแล้วไม่ใช่หรือไง ร่างกายที่ถูกระเบิดเวลาจนเหลือเพียงแค่กองเลือด ทำไมถึงได้เหมือนว่ามันไม่ใช่อย่างที่คิด

หรือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเธอฝันไปอีกแล้ว เสี่ยวจิ่วลองขยับแขนขาก็พบว่าร่างกายของเธอยังอยู่ครบ

คงเป็นเสี่ยวซานที่มาปลุกให้เธอไปทำภารกิจอย่างแน่นอน หรือว่าสิ่งที่เธอเห็นคือความฝันที่กำลังจะเกิดขึ้น ไม่ใช่!!! ไม่ใช่อย่างแน่นอน ความเจ็บปวดจากลูกปืนที่ได้รับ เธอรู้ดีว่าไม่ใช่ความฝัน

เสี่ยวจิ่วลืมตาขึ้นมองสิ่งที่อยู่รอบตัวช้าๆ

“ฉันขึ้นสวรรค์เหรอ ไม่ใช่หรอก ฆ่าคนมาเป็นร้อยจะมาขึ้นสวรรค์ได้ไง” เธอหัวเราะให้ตัวเองเบาๆ

เมื่อพยุงตัวลุกขึ้นนั่ง รอบด้านรายล้อมไปด้วยดอกไม้ที่บานสะพรั่ง ส่งกลิ่นหอมไปทั่ว ดูเหมือนจะเป็นสถานที่ท่องเที่ยว ที่เสี่ยวซานชอบไปเสียมากกว่า หากไม่ติดที่หญิงสาวตรงหน้าที่เหมือนเธอราวกับเป็นคนเดียวกัน แต่ต่างกันที่เสื้อผ้าของเธอที่ดำสนิท ส่วนของหญิงสาวคนนั้นอยู่ในชุดโบราณ

“เธอเป็นใคร!!!” เสี่ยวจิ่วคว้านหากระเป๋าเก็บอาวุธของเธอที่มักจะอยู่ข้างกายเสมอ อย่างระวังตัว

“ข้าก็คือเจ้า เจ้าก็คือข้า” เธอยิ้มกว้างอย่างยินดีที่ได้พบอีกตัวตนของเธอ

“บ้า!!! ฉันไม่ตลก ที่นี่ที่ไหน ทำไมฉันมาอยู่ที่นี่” เธอลุกขึ้นยืน มองสำรวจหญิงสาวตรงหน้าอย่างไม่เข้าใจ

“ที่นี่เป็นห้วงมิติเวลาของท่านเทพชะตา ที่ยอมให้ข้าใช้สื่อสารกับเจ้า”

“พูดให้ง่ายหน่อย ฉันไม่เข้าใจ”

“เจ้าต้องกลับไปที่ภพเดิม เพื่อแก้ไขเรื่องราวที่เกิดขึ้น”

บทก่อนหน้า
บทถัดไป